SDLC แบบดั้งเดิมถูกสร้างขึ้นในยุคที่การลงมือเขียนและแก้โค้ดกินเวลามากที่สุด วงจรจึงแบ่งออกเป็นช่วงชัดเจน ตั้งแต่ Plan Design Build Test Deploy ไปจนถึง Maintain แต่ละช่วงมีเจ้าของงานคนละบทบาทและส่งต่องานผ่านเอกสาร Ticket การ Review และการอนุมัติ
เมื่อ AI Agent เขียนโค้ดได้เร็วขึ้นหลายเท่า สมมติฐานเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ ขั้น Build หดสั้นลง แต่ Requirements การ Review การทดสอบ การอนุมัติ และการ Release ยังเคลื่อนด้วยความเร็วของคน ผลคือเวลาที่ประหยัดได้จากการเขียนโค้ดอาจถูกกินกลับไปในคิวงานรอบข้าง

AI-Native SDLC คืออะไร
AI-Native SDLC ไม่ได้หมายถึงการใส่ Chatbot เพิ่มในทุกทีม แต่คือการออกแบบวงจรใหม่ให้ AI มีบทบาทในแต่ละ Stage ขณะที่มนุษย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณ งานส่งต่อกันด้วย Artifact ที่อ่านได้ทั้งคนและ Agent และเมื่อ Artifact หนึ่งผ่าน Gate แล้ว สามารถ Trigger ขั้นถัดไปได้โดยอัตโนมัติ

การเปลี่ยนแปลงในแต่ละ Stage
| Stage | Traditional | AI-Native |
|---|---|---|
| Plan | รวบรวม Requirement ผ่าน Workshop และ Sign-off | Claude สังเคราะห์ปัญหาเป็น intent.md |
| Design | Requirement กับ Design แยกทีมและส่งต่อกัน | Agent สร้าง spec.md ภายใต้ Policy ที่เข้ารหัสเป็น Skills |
| Build | คนเขียน Code/Test และทำเอกสารภายหลัง | AI สร้าง Code/Test โดยมี CLAUDE.md และ Skills เป็นความรู้ประจำงาน |
| Test | QA เป็น Gate หลังงาน Build | Feedback Loop และ Eval ทำงานต่อเนื่องระหว่างพัฒนา |
| Deploy | คน Review รายบรรทัดและอนุมัติเป็นรอบ | Agent Review หลายชั้น ส่วน Human Review โฟกัส Intent Risk และ Gate สำคัญ |
| Maintain | คนเฝ้าระบบและเริ่มงานแก้เอง | Metric หรือ Incident Trigger Agent ให้สร้าง intent.md รอบใหม่ |
สิ่งที่เชื่อมทั้งวงจร: Artifact
ทุก Stage จบด้วยหลักฐานที่ Commit ลง Version Control หรือบันทึกในระบบที่องค์กรยอมรับ เช่น intent.md, spec.md, plan.md, Code Diff, Tests, PR Review และ Incident Record หลักฐานเหล่านี้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือเป็น Input ของขั้นถัดไปและเป็น Audit Trail ว่าใครขออะไร Agent ทำอะไร และใครอนุมัติ

แหล่งอ้างอิงบทนี้: Introduction
